News

กลับมาใช้ระบบ E-mail Activation แล้วนะครับ
ดูวิธีการสมัครได้ ที่นี่
ดูวิธีการใช้บอร์ดเบื้องต้นได้ ที่นี่

Author Topic: มาแปลซับซีรีส์ญี่ปุ่นกันเถอะ  (Read 1144 times)

nologo

  • Fansubber
  • DramaJo Senior
  • *****
  • Join Date: Sep 2015
  • Posts: 181
  • Thanked: 1163 times
    • View Profile
สำหรับผู้ที่เริ่มต้น อยากลองแปลซีรีส์ญี่ปุ่น จะเอาไว้ดูเองหรือว่าอยากสมัครเป็นนักแปลของแฟนซับต่าง ๆ ก็ตาม
ผมมีบทเริ่มต้นง่าย ๆ และทิปเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากครับ อ่านดูแล้วจะพบว่า การแปลซับซีรีส์ญี่ปุ่นไม่ยากอย่างที่คิดเลย




************************************



"การแปลซับ ไม่ยากอย่างที่คิด ใครๆ ก็ทำได้ ขอเพียงมีเวลาและใจรัก"

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า ผู้เขียนเองก็มิได้เป็นนักแปลผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด
เพียงแต่เคยแปลซีรีส์มาบ้าง เคยแก้ไขซับ (คิวซี) ซีรีส์และหนังมาจำนวนนึง

แต่ในเมื่อลองเซิร์ชดูแล้ว ยังไม่เคยมีกระทู้ไหนพูดถึงวิธีการทำซับในแบบ how to
โดยเฉพาะเน้นหนักไปทาง มือใหม่อยากจะแปล ควรเริ่มต้นยังไง ผู้เขียนจึงคิดว่า
สมควรที่จะเรียบเรียงกระทู้วิธีการเริ่มต้นหัดแปลซับ ออกมาซักกระทู้นึงดีกว่า
อย่างน้อยถึงวิธีการของผู้เขียน จะไม่ได้ดีเด่อะไร แต่ก็พอจะทำออกมาดูเล่นได้


ข้อตกลงสำหรับกระทู้นี้

- เป็นวิธีแปลซับ เขียนจากประสบการณ์ของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องถูกต้องทั้งหมด
- โปรแกรมต่างๆ ที่ใช้ ก็จากความคุ้นเคยของผู้เขียน อาจจะไม่ดี หรืออาจจะเก่าแล้ว
  อาจจะมีโปรแกรมใหม่ๆ หรือวิธีใหม่ๆ ที่ดีกว่า แต่ผู้เขียนขอเล่าตามที่ใช้อยู่
- ข้อแนะนำต่างๆ เป็นไปตามความเข้าใจและความชอบของผู้เขียนทั้งหมด อาจไม่ถูกต้อง
  หรืออาจไม่ถูกใจบางคน ก็ถือซะว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของกระทู้นี้ ก็เพื่อจะให้
  ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นแปลซับ มีหลักอะไรบางอย่างไว้ยึดจับ แต่ภายหลังเมื่อชำนาญแล้ว
  อาจจะพบว่า มีแนวทางอื่นที่ถูกต้องกว่า ดีกว่าก็เป็นได้


หมายเหตุ : กระทู้นี้ ดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติมมาจากกระทู้ http://pantip.com/topic/32396419
ของผู้เขียนเอง เนื่องจากกระทู้เดิมแนะนำวิธีการแปลโดยใช้ notepad และ subresync เป็นหลัก
อาจจะไม่ตรงกับการใช้งานของนักแปลส่วนใหญ่ กระทู้นี้จึงปรับปรุงเนื้อหา ให้เป็นการเริ่มต้นแปล
โดยใช้โปรแกรม aegisub ครับ


FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q: นักแปลที่ดี ควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
A: อย่างแรกเลยคือ ควรจะเคยดูหรือติดตามงานประเภทนั้นๆ (เช่น ละครญี่ปุ่น) มาระดับนึง
    เพื่อที่จะได้คุ้นเคยกับสำนวนและคำพูดต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ อย่างที่สอง ภาษาไทยควรจะ
    อยู่ในระดับที่ดี (พูดง่ายๆ ว่า ภาษาไทยแข็ง) เพราะจะได้เลือกใช้คำได้เหมาะสม
    ส่วนเรื่องต้องเก่งอังกฤษหรือภาษาต้นฉบับ (เช่น เกาหลี-ญี่ปุ่น) นั้นไม่จริงเลย
    เอาแค่อ่านภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจ ไม่ออกทะเล รู้จักใช้เครื่องมือช่วยต่างๆ ก็พอ

Q: "ไม่ถึกไม่อึด เป็นนักแปลไม่ได้" จริงหรือไม่
A: ไม่จริง งานแปลไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น ขอเพียงแบ่งเวลามาแปลให้สม่ำเสมอ
     มีวินัยกับตัวเอง ทำเท่าที่พอมีเวลา สะสมไปเรื่อยๆ งานมันก็จะเสร็จโดยไม่ชักช้า


ความรู้เบื้องต้นก่อนเริ่มแปล

- การดูตัวหนังให้มีซับขึ้น เริ่มต้นจาก เราเอาตัวหนังมาเปิดคู่กับซับไตเติ้ล โดยตั้งชื่อ
  ให้เหมือนกัน อยู่ในโฟลเดอร์เดียวกัน เท่านี้ซับก็ขึ้นแล้ว โปรแกรมที่ใช้ดู (ในคอม)
  แนะนำ potplayer , media player classic
- ซับไตเติ้ล แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ text sub หรือซับตัวอักษร และ vob sub
  หรือซับภาพ ซับตัวอักษร ได้แก่พวกนามสกุล srt , ssa , ass  ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถ
  แก้ไขดัดแปลงอะไรต่างๆ ได้ง่าย ในบทความนี้ ผู้เขียนจะแนะนำซับ srt และ ass เป็นหลัก


โปรแกรมที่ต้องใช้ (สืบเนื่องจากบทความในกระทู้นี้เท่านั้น)

1. vobsub  ใช้แปลงประเภทของซับ แก้ไขซับ ปรับดีเลย์ โปรแกรมนี้
   จะมีเครื่องมือหลายอย่าง แต่ที่เราต้องใช้ประจำก็คือ subresync
   โหลดที่นี่  https://app.box.com/s/8mx9sctmsp5j5iryox2n

2. notepad เข้าใจว่าคอมทุกเครื่อง ถ้าเป็นวินโดว์คงมีให้มาอยู่แล้ว

3. aegisub โปรแกรมสามัญประจำเครื่องของการทำงานซับไตเติ้ล
    โหลดที่นี่  http://www.aegisub.org/downloads/


ติดตั้ง vobsub และ aegisub ให้พร้อมใช้งาน
โดยบทความนี้จะพูดถึงการใช้งาน aegisub เฉพาะด้านการแปลเท่านั้น
ในส่วนเทคนิคอื่น ๆ จะขอกล่าวถึงเท่าที่จำเป็น



**********************************


ขั้นตอนการแปลโดยสรุป

1. โหลดตัวหนังและซับอังกฤษมาจากเว็บ เช่น nyaa , asiatorrent , d-addict
   ตัวหนัง  http://www.nyaa.se/
   ตัวหนัง  https://avistaz.to/
   ซับไตเติ้ล  https://www.d-addicts.com/forums/
   สมัครสมาชิกกันก่อนนะครับ

2. เปิดดูตัวหนังพร้อมซับอังกฤษดูคร่าวๆ รอบนึงจนจบ หากมีตรงไหนไม่เข้าใจ
   ช่างมันครับ แค่ดูให้รู้คร่าวๆ ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ตัวละครมีใครบ้าง

3. ไปที่ตัวซับไตเติ้ล คลิกขวา ใช้คำสั่ง open with แล้วเปิดด้วยโปรแกรม aegisub
   จะมีภาพขึ้นมาดังในภาพ



4. บนเมนูบาร์  video > open video เลือกไปที่ตัวหนังที่เราจะทำการแปล
   โปรแกรมจะ reading time code สักพักนึง พอเสร็จแล้ว หาก resolution ของตัวซับ
   และตัวหนังไม่ตรงกัน มันจะถามดังในภาพ เราก็ตอบว่าให้เซ็ตตามวิดีโอไป



5. บนเมนูบาร์  audio > open audio from video เราจะได้เสียงจากวีดีโอนั้น

6. จากนี้เราจะมาเริ่มการแปลกันจริง ๆ
    บนเมนูบาร์  subtitle > translation assistant จะมีหน้าต่างเล็ก ๆ ขึ้นมา
    เราจะแปลโดยมองจากซับอังกฤษ แล้วแปลใส่ช่องข้างล่างตามภาพ
    เราสามารถเลือกว่าฟังเสียง หรือดูทั้งภาพและเสียงของซับช่วงดังกล่าวก็ได้
    โดยใช้ปุ่ม play audio / play video



7. แปลจนจบ ถ้าเป็นไปได้พยายามอย่าเว้นประโยคที่ติด ให้แปลไปให้หมด
  (ประโยคไหนติดจริงๆ ให้พยายามแปลไปก่อน แต่เหลือซับอังกฤษไว้)
  แปลจนจบแล้ว ย้อนกลับมาดูใหม่ตั้งแต่แรกอีกรอบนึง แล้วแก้ไขตามสมควร

8. เสร็จแล้วครับ



************************


ทิปและเทคนิคในการแปล

ปล. ในส่วนนี้ เป็น คหสต.ของผู้เขียนจริงๆ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ครับ

1. ให้คิดเสียว่า การแปลซับนั้น "เป็นการทำบทพากย์ไทย ไม่ใช่การแปลบทความ"
  ดังนั้น เราจะมีข้อจำกัดในการสื่อความหมาย เราต้องแปลให้ใกล้เคียงกับระยะเวลา
  ที่ตัวละครพูด ไม่ใช่ตัวละครพูดนิดเดียว แต่เราแปลเสียยืดยาว

  ประโยคของเรา ขอให้ใกล้เคียงกับประโยคพูดที่เราใช้กันจริงๆ ประโยคไม่จำเป็น
  ต้องมีครบทั้งประธาน-กริยา-กรรม ก็รู้เรื่องได้ ตัวอย่างเช่น

  157
  00:16:25,710 --> 00:16:28,810
  I beg you...I will do anything.

  ไม่จำเป็นต้องแปลว่า "ฉันขอร้องเธอล่ะ ฉันยอมทำทุกอย่าง"
  แปลแค่ "ขอร้องล่ะ ฉันยอมทำทุกอย่าง" ก็ชัดเจนแล้ว

2. การแปลซับไทย ความถูกต้องขอการสะกดคำเป็นเรื่องจำเป็น ควรเช็คการสะกด
  ให้ถูกต้องเสมอ โดยใช้กูเกิ้ลหรือเว็บต่างๆ ที่เราคิดว่าน่าเชื่อถือ

3. ภาษาไทย ไม่มีเครื่องหมาย comma, full stop, เครื่องหมายคำถาม ตกใจ
  แต่ยกเว้นให้ใช้ได้เป็นบางเครื่องหมาย และในบางกรณีเท่านั้น เช่น

  3.1 เครื่องหมาย ? ใช้เฉพาะการทวนคำเท่านั้น แต่หากเป็นประโยคคำถามที่
  มีคำอื่นที่เป็นนัยยะการถามอยู่แล้ว เช่น ทำไม ยังไง ไหน อะไร ไม่ควรใส่เด็ดขาด
  3.2 เครื่องหมาย !  ใช้เฉพาะอยากเน้นว่าตกใจจริงๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นอย่าใช้
  3.3 เครื่องหมายสามจุด ... ใช้กับประโยคที่ยังพูดไม่จบ
  3.4 เครื่องหมาย - ใช้เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น เช่นคำเฉพาะบางคำ
  และยังใช้กับประโยคคำพูดของสองคน ซ้อนกันในไทม์มิ่งเดียวกัน เช่น

  167
  00:17:10,520 --> 00:17:13,440
  - ยินดีด้วยครับ
  - ขอบคุณค่ะ
 

4. แต่ละบรรทัดไม่ควรให้ยาวเกินไป และไม่ควรเกินสองบรรทัด
  ยาวแค่ไหนถึงจะเรียกว่าไม่ยาวเกินไป ตามสูตรของผมคือ 35 เคาะ
  หรือจะจำง่ายๆ ก็จำประโยคนี้
  "หนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าสิบสิบเอ็ดสิบสอง"

คำถามคือ ถ้าประโยคไหนมันยาวจริงๆ ย่อไม่ได้จริงๆ ต้องมี 3 บรรทัด
จะทำไงดี คือถ้าประโยคไหน เวลามันน้อยกว่า 5 วินาที มันต้องไม่ใช่
3 บรรทัดอยู่แล้วครับ สามบรรทัดยังไงคนดูก็อ่านไม่ทัน แต่ถ้าเวลามัน
นานกว่านั้นล่ะก็ เราจะแบ่งไทม์ออกเป็นสองประโยคก็ได้


5. การแปลที่ดี มุ่งเน้นใจความสำคัญก็พอ ไม่จำเป็นต้องแปลยิบย่อย
ตามภาษาอังกฤษทั้งหมด เรามุ่งที่จะเล่าเรื่องโดยใช้คำพูดที่กระชับ
แปลเสร็จแล้ว เราถามตัวเองว่า "ใจความสำคัญบอกเล่าครบแล้วหรือยัง"
ถ้าครบแล้ว ดูรู้เรื่องแล้ว เป็นอันว่าพอ ถ้าเราแปลจนยืดยาว แต่คนดู
อ่านประโยคนั้นไม่ทัน หรือต้อง pause อันนั้นถือว่าเป็นงานที่ไม่ดี

การที่จะรู้ว่า ในประโยคนั้นๆ ตรงไหนเป็นใจความสำคัญ เราต้องรู้เนื้อเรื่อง
ทั้งหมดก่อน ต้องทำความเข้าใจกับเนื้่อเรื่องก่อน ดังนั้น หากสิ่งที่มันยิบย่อย
ไม่ส่งผลใดๆ กับเนื้่อเรื่องในช่วงต่อมา หากมันทำให้คนดูอ่านประโยคนั้น
ไม่ทัน เราก็สามารถตัดทิ้งไปได้ครับ

ขอให้สนุกกับงานแปลชิ้นแรกนะครับ
"ก้าวที่สำคัญ คือ ก้าวแรก"  โชคดีครับ


ใครมีล็อคอินพันทิป จะเข้าไปคุยในกระทู้นี้ก็ได้ครับ 
   http://pantip.com/topic/34246381


หากมีข้อสงสัย ถามเข้ามาที่กระทู้นี้ได้เลย บอร์ด dramajo นอกจากผมแล้วยังมีนักแปลมากมาย
ยินดีที่จะเข้ามาตอบข้อสงสัย และสนับสนุนนักแปลหน้าใหม่ทุกท่านครับ

« Last Edit: September 30, 2015, 01:06:32 PM by nologo »
 
The following users thanked this post: naitong9, Ririka_Daisuki, ืganman

pondloso

  • Fansubber
  • Godlike
  • *****
  • Join Date: Sep 2015
  • Posts: 334
  • Thanked: 36544 times
    • View Profile
เยี่ยมครับ วันนี้ว่างๆจะเอาเคล็ดลับมั่วๆของผมมาบอกบ้าง 55

Allenby

  • โฮคาเงะ รุ่นที่ 1
  • Administrator
  • DramaJo Senior
  • *****
  • Join Date: Sep 2015
  • Posts: 132
  • Thanked: 234 times
    • View Profile
กระทู้ดีมีประโยชน์ครับ ขอปักหมุดนะฮะ
 

pondloso

  • Fansubber
  • Godlike
  • *****
  • Join Date: Sep 2015
  • Posts: 334
  • Thanked: 36544 times
    • View Profile
เคยพิมพ์ไปแล้วสงสัยหายตอนย้ายบอร์ด 55
เทคนิคสําคัญที่สุดของผมคือ hotkeys ครับ ผมว่าทําให้ผมแปลเร็วขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียว
ตั้งไว้ดีๆนี่ผมสามารถแปลแบบเก้าอี้เอนหลังสบายๆ แทบไม่ต้องจับเมาส์เลยก็ว่าได้ แนะนําว่าให้ใช้เลยครับ
ส่วนใครถนัดปุ่มไหนยังไงก็คงต้องลองกันเอาเองหรือจะถามผมดูก็ได้
ส่วนคําสั่งแต่ล่ะอย่างดูได้จากตรงนี้เลยครับ

http://docs.aegisub.org/3.2/Commands/


ไว้เดี๋ยวจะมาเพิ่มอีกช่วงนี้ยุ่งมาก -*-

Ririka_Daisuki

  • Riripon Daisuki <3
  • Fansubber
  • Newbie
  • *****
  • Join Date: Sep 2015
  • Posts: 12
  • Thanked: 8 times
  • Rika - FS : www.facebook.com/rika.46fs
    • View Profile
เซฟไว้เป็นบทเรียนเลยครับผม
 

nologo

  • Fansubber
  • DramaJo Senior
  • *****
  • Join Date: Sep 2015
  • Posts: 181
  • Thanked: 1163 times
    • View Profile
ผมอ่านเจอบทความของเพจ Oh My God Books
เห็นว่าน่าสนใจและมีประโยชน์มากสำหรับนักแปลและผู้ที่สนใจ
ในบทความของผม จะเขียนแค่แนวทางไว้อย่างคร่าว ๆ 
ทว่าในบทความนี้ เค้าลงลึกไปถึงรายละเอียดเลย
น่าจะช่วยให้ผู้สนใจเริ่มการแปลซับ มีแนวทางที่เป็นประโยชน์ครับ




:: OMG Books’ Guidelines for Translation ::


1. แค่แปลไม่ให้ผิดยังไม่ถือว่าเป็นการแปลที่มีคุณภาพ เราอาจแปลออกมาได้ตรงความหมาย แต่งานแปลนั้นอาจถือว่า “พัง” “เละ” “ไม่น่าอ่าน” หรือ “ไม่ได้มาตรฐาน” เอามากๆ ก็ได้ งานที่ได้มาตรฐานจะมีองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งกระชับ ไหลลื่น ไม่ตะกุกตะกัก ได้อรรถรส ได้อารมณ์ตามต้นฉบับ รวมถึงใช้ภาษาได้เป็นธรรมชาติ และถูก sense ของต้นฉบับ

2. ระวังคำที่ไปเอาคำแปลมาจากพจนานุกรมเป๊ะๆ ... แปลถูกความหมายตาม dictionary แต่ไม่ได้เอา sense ของคำมาด้วย เป็นการแปลถูกความหมายแต่ sense ไม่ได้ หรือไม่ก็ผิด sense ไปเลย ถ้าแปลถูกความหมายตามพจนานุกรมแต่ผิด sense ในที่นี้ก็ถือว่าแปลผิด

3. ใช้สรรพนามมากเกินไป เช่น ฉัน / เขา / เรา / มัน / พวกเขา / ของผม / ของคุณ / ของเขา / ของเรา / ของมัน / ของฉัน / กับมัน / ทำมัน / มันเป็น.. / มันเป็นเรื่อง / ในการที่จะความ... ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องแปลใส่ไปให้ครบตามต้นฉบับภาษาอังกฤษทุกครั้ง ภาษาอังกฤษมักจะขึ้นต้นและจบประโยคด้วยการใช้คำสรรพนามแบบนี้ ซึ่งถ้าเราแปลออกมาตามนั้นตลอด มันจะมากเกินไป และดูแปลกๆ

4. ไม่จำเป็นต้องแปลคำนามพหูพจน์ออกมาแล้วมีคำว่า “ต่างๆ” “หลายๆ” “หลากหลาย” “มากมาย” ติดมาด้วยตลอด บางครั้งอาจต้องใส่เข้าไป แต่หลายครั้งก็ไม่จำเป็น เพราะใส่ไปแล้วความหมายอาจแปร่งๆ และดูตลก

5. แปลคำบุพบท / คำเชื่อม แบบเถรตรงจากต้นฉบับเกินไป ซึ่งในภาษาไทยอาจต้องเปลี่ยนไปใช้อีกคำหนึ่งถึงจะถูกความหมาย หรือตรงกับที่คนไทยเขาพูดกันมากกว่า หลายครั้งถ้าแปลคำบุพบท / คำเชื่อม พวกนี้ออกมาแบบตรงๆ ทื่อๆ จะทำให้ผิดความหมายจากต้นฉบับไปเลย หรือไม่ก็อ่านแล้วงง หรือให้ความหมายกำกวม (แม้เราจะแปล “ไม่ผิด” เลยก็ตาม)

6. ไม่จำเป็นต้องแปลออกมาแล้วคงโครงสร้าง “ประธาน—กริยา—กรรม” ของประโยคภาษาอังกฤษไว้ตลอด หลายครั้งเราสามารถตัด “ประธาน” ออกไปได้ แล้วหาทางร้อยประโยคเข้าด้วยกันในทางอื่น

7. ความกระชับเป็นสิ่งสำคัญ แปลถูกความหมายแต่ถ้าไม่กระชับหรือเยิ่นเย้อเกินไปก็ถือว่ายังไม่ได้คุณภาพ และจะทำให้ขาดอรรถรส-ขาดพลัง แต่ก็มีที่เราจำเป็นต้องแปลยาวกว่าต้นฉบับมากหน่อยเพื่อไม่ให้งง หรือเพื่อให้ภาษาออกมาเป็นธรรมชาติ ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป บางครั้งแปลออกมาไม่กระชับก็เพราะเราตีความหมายของประโยคไม่แตก เลยเรียบเรียงประโยคออกมาแบบประหลาดๆ

8. ถ้าภาษาต้นฉบับเขียนอย่างเรียบง่าย เข้าใจง่าย (ประโยคเรียบง่าย—คำศัพท์เรียบง่าย) แต่ไปแปลให้พิสดาร ยอกย้อน ยืดยาว และซับซ้อน ก็จะงง จะไม่ได้อารมณ์และเสียอรรถรสตามต้นฉบับ บางครั้งอาจดูตลกไปเลย หรือไม่ก็ทำให้เข้าใจยากโดยไม่จำเป็น

9. ความกระชับในการใช้คำ / คำเชื่อม / คำสร้อย เช่น "ถึงแม้หากว่า" อาจตัดเหลือแค่ "แม้/แม้ว่า/ถึงแม้/หาก" หรือ "เนื่องด้วยเหตุที่ / อันเนื่องมาจาก / เนื่องจากการที่" ก็อาจเปลี่ยนเป็น "เพราะ / เนื่องจาก" คำเดียวก็ได้แล้ว หรือ "อย่างไรก็ดี-อย่างไรก็ตาม--แต่อย่างไรก็ตาม / หากแต่ทว่า / แต่กระนั้นก็ตามที" อาจเปลี่ยนเป็น "แต่ / ทว่า / กระนั้น" ฯลฯ โดยทั่วไปถ้าสามารถใช้คำสั้นๆ ได้ ก็ไม่ต้องไปใช้ยาวๆ ให้เสียความกระชับก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป ขึ้นกับความเป็นทางการของประโยคและตัวบริบทด้วย

10. โครงสร้างประโยคหรือคำศัพท์แบบที่คนไทยไม่พูดกัน / ฟังแล้วไม่เป็นธรรมชาติ / แปลแบบอิงโครงสร้างภาษาอังกฤษเกินไป โดยที่ภาษาไทยต้องพูดอีกแบบ

11. ประโยคที่แปลถูกความหมาย แต่ออกมาแข็ง แห้ง ห้วน ชืด ไม่กระชับ ไร้อารมณ์ จะไม่สามารถกระทบความรู้สึกของคนอ่านได้

12. ระวังประโยคที่แปลออกมาแล้ว คนอ่านอ่านแล้วต้องแปลอีกทีว่าที่แปลมานั้นแปลว่าอะไร หลายประโยคอาจยากมาตั้งแต่ต้นฉบับ แปลให้ดีอย่างไรมันก็ยังอาจยากอยู่ กรณีนี้เข้าใจได้ ไม่ถือว่าเป็นปัญหา แต่หลายครั้งประโยคต้นฉบับมาง่ายๆ แต่เราแปลออกมายากและซับซ้อน อาจเป็นเพราะเราเอาชนะโครงสร้างประโยคแบบภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็เลยแปลออกมาประหลาดๆ แต่ก็มีที่บางทีต้นฉบับมาอย่างยาก แต่ถ้าเราตีความหมายของประโยคแตก เราก็สามารถแปลและเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องคงความยาก (ความงง) ไว้ให้เหมือนต้นฉบับ

13. พยายามแปลให้ตรงคำศัพท์หรือตรงรูปประโยคภาษาอังกฤษเกินไป จนอ่านแล้วไม่รู้เรื่องหรือตลกเพราะคนไทยเขาไม่พูดกันอย่างนั้น แต่ก็มีหลายทีที่โครงสร้างแบบภาษาอังกฤษได้ซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทยที่เราพูดหรือเขียนกันตามปกติไปแล้ว จนเราไม่รู้สึกว่ากำลังพูดจากโครงสร้างภาษาอังกฤษ อันนี้ก็หยวนๆ กันไป

14. บางทีอาจแปลภาษาเป็นคำๆ ได้ถูกความหมาย แต่

14.1 อ่านแล้วงงไปหมด
14.2 คนไทยเขาไม่พูดกันอย่างนั้น / ภาษาไม่เป็นธรรมชาติ
14.3 แปลถูกเป็นคำๆ แต่ความหมายโดยรวมของประโยคนั้นคลาดเคลื่อนหรือถึงขั้นผิดไปเลย
14.4 แปลคำศัพท์เป็นตัวๆ เอามาต่อกันจนเป็นประโยค แต่ไม่ได้เอาความหมายหรือที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังคำศัพท์หรือประโยคออกมา (คล้ายๆ กับการตีความกฎหมายตามตัวอักษรแบบเถรตรงโดยไม่ยอมดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย) ทำให้สื่อความหมายของประโยคออกมาได้ไม่ลึกตามเจตนา หรือไม่เทียบเท่าอารมณ์-อรรถรสของต้นฉบับ

15. เป้าหมายของเราในที่นี้คือแปลความหมายให้ได้อรรถรสตามต้นฉบับ ไม่ใช่แปลภาษาหรือถอดความเฉยๆ เราอาจแปลภาษาอังกฤษได้ “ถูก” แต่ sense หรือความหมายอาจออกมาผิด หรือไม่ก็แปลออกมาไม่น่าอ่าน แปลออกมาแข็งมาก เหมือนอ่านรายงาน

16. แปลถูกความหมาย แต่อารมณ์ของประโยคต้นฉบับหายเกลี้ยง ได้ความแต่ไม่ได้อารมณ์ อย่างนี้ขอถือว่ายังแปลไม่ได้มาตรฐาน ตรงนี้อาจเป็นเพราะ

16.1. การเลือกใช้คำแปล
16.2. การเรียงโครงสร้างประโยค
16.3. แปลไม่กระชับ
16.4. แปลคำศัพท์เป็นตัวๆ เป็นคำๆ แต่ไม่ได้แปลความหมายที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังคำศัพท์หรือประโยคออกมา
16.5. ตีความหมายของประโยคไม่แตก
16.6. เอาชนะโครงสร้างประโยคแบบภาษาอังกฤษไม่ได้

17. แปลคำศัพท์แต่ละคำด้วยการใช้หลายพยางค์เกินไป เช่น sorrow – เศร้าโศกทุกข์ตรมระทม (เศร้า / เสียใจ) joy – เกษมสันต์เปรมปรีด์ (เบิกบาน / สุข) pain – โทมนัสร้าวอาดูร (เจ็บปวด) abuse – ล่วงละเมิดข่มเหงทารุณ (ทำร้าย / ทารุณกรรม) fear -- หวั่นไหวหวาดกลัว (กลัว) reject – ปฏิเสธผลักไสไม่ยอมรับ help – ช่วยเหลือเกื้อกูล (ช่วย) / enjoy -- สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ / doubt -- หวาดระแวงสงสัยไม่ไว้ใจ / relate -- พัวพันข้องเกี่ยวสัมพันธ์ / obsess --- หมกหมุ่นมัวเมาหัวทิ่มหัวตำ / attract – ดึงดูดชักนำพา ฯลฯ ถ้าใช้ในบางจุดบางคราวอย่างมีจังหวะจะโคนจะสามารถช่วยขับเน้นอารมณ์หรือความหมายได้เหมือนกัน แต่ถ้าแปลยาวๆ แบบนี้ตลอดเวลาตลอดทั้งเล่ม อ่านแล้วจะขาดความกระชับ เยิ่นเย้อ อ่านแล้วเหนื่อย ทำให้อ่านยาก จริงๆ แล้วเราสามารถตัดทิ้งได้หลายพยางค์ หรือใช้คำใดคำหนึ่งก็พอแล้ว คนที่แปลอย่างนี้มักเป็นเพราะเสียดายคำ เสียดายความหมาย กลัวว่าแปลสั้นๆ แล้วจะสื่อความหมายได้ไม่เต็มที่ หรืออาจกลัวว่าภาษาจะไม่พลิ้วไหว หรือไม่ก็เพราะคิดหาคำแปลที่ลงตัวไม่ได้ จนใส่คำแปลเข้าไปเยอะๆ หลายพยางค์เกินไป โดยไม่ทันได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับอารมณ์ ความกระชับ และระดับภาษาที่มาจากต้นฉบับ เกิดเป็นความลักลั่นและดูตลก

18. (คล้ายๆ กับข้อ 17) ใช้คำซ้อน (คำที่มีความหมายคล้ายกันหรือทำนองเดียวกัน รวมถึงออกเสียงสอดคล้องกัน) ใส่เข้าไปหลายพยางค์ตลอดเวลาในการแปลคำศัพท์ต่างๆ (มักตั้งแต่ 4 พยางค์ขึ้นไป) จนทำให้ขาดความกระชับ ซึ่งก็คล้ายกับข้อ 17 ตรงที่บางทีเราสามารถตัดทิ้งได้หลายพยางค์ หรือใช้คำใดคำหนึ่งก็พอแล้ว เลือกมาสักคำก็พอ บางครั้งผู้แปลอาจเจตนาใส่เข้าไปเพราะต้องการขับเน้นอารมณ์ หรืออยากให้ความหมายสมบูรณ์ที่สุด หรือไม่ก็อยากให้ภาษาพลิ้วไหวสวยงาม ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็ต้องดูความสอดคล้องกับต้นฉบับ รวมถึงความกระชับ และระดับภาษาที่มาจากต้นทางด้วย ไม่ได้ห้ามใช้คำซ้อนหรือว่าจะต้องแปลให้สั้นที่สุดเสมอไป เพียงแต่อาจพิจารณาใช้อย่างมีจังหวะจะโคน

19. เมื่อ—พอ / เช่นนั้น—อย่างนั้น / เช่นกัน—เหมือนกัน / เหล่านั้น—พวกนั้น / ตน/ตนเอง—ตัวเอง / แบบนี้—อย่างนี้ / เช่นนั้น—แบบนั้น / จึง—ถึง / จึง—ก็เลย / สิ่งใด—อะไร / ใดๆ--อะไร / ใด—ไหน / สิ่งหนึ่ง—เรื่องหนึ่ง / บางสิ่ง--บางอย่าง / หรือไม่—หรือเปล่า / สิ่ง—ของ / เพราะเหตุใด—ทำไม / ระหว่างที่—ขณะที่—ในช่วงเวลาที่—ตอนที่ / เมื่อคราว--ตอน / แห่งการ—ที่ / ได้รับการ—ถูก / บ่อยครั้ง—มัก / ฯลฯ คำแรกจะให้ความรู้สึกแข็งๆ เป็นภาษาเขียน หรือดูเป็นทางการ ส่วนคำหลังจะดูไม่แข็งเท่าและไม่เป็นทางการ ดูเป็นภาษาพูดและมีห้วงอารมณ์ขึ้นมาหน่อย ต้องดูว่าเรากำลังแปลงานลักษณะไหน หรือแปลในบริบทอารมณ์แบบไหน อย่างเช่น ถ้าแปลคำพูดในประโยคสนทนาสบายๆ (หรือในหนังสือที่มีท่วงทำนองภาษาแบบไม่เป็นทางการ) แต่ไปใช่คำแบบแข็งโป๊กเป็นทางการ มันก็ดูเหมือนอ่านรายงานและตลกด้วย

20. หลายครั้งเราสามารถตัดคำว่า “จะ—ที่จะ--ที่” “การ—การที่—ในการที่--ทำการ” “ความ--ในความ” ทิ้งได้ โดยอาจ

20.1 ตัดทิ้งเฉยๆ แค่นั้นเลย หรือถ้าจำเป็นก็...
20.2 ตัดทิ้งแล้วหาวิธีเรียบเรียงกลุ่มคำตรงนั้นใหม่ให้กระชับเป็นธรรมชาติมากขึ้น

21. คำที่เหมือนกันที่ปรากฏอยู่ใกล้ๆ กัน ในบางกรณีเราอาจตัดทิ้งได้ หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นคำอื่นจะได้ไม่ซ้ำกัน ยกเว้นแต่ต้นฉบับต้องการขับเน้นอะไรบางอย่าง จึงเจตนาใช้คำเดียวกันซ้ำๆ กัน ต้องพิจารณาเป็นจุดๆ ไป

22. ตัดคำที่ไม่จำเป็นทิ้งไป หรือลดจำนวนพยางค์ของคำที่ไม่จำเป็นลงไปบ้าง เพื่อเพิ่มความกระชับ ความลื่นไหล

23. การเรียงประโยคให้มีความสม่ำเสมอ (consistency) นั้นบางทีมีความสำคัญกว่าที่คิด อย่างเช่น ประโยค (หรือกลุ่มคำ) ที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังคำว่า and / or ในหลายๆ ครั้งพอแปลออกมาแล้วก็ควรให้มีรูปประโยค (หรือชนิดของคำ) สอดคล้องกัน ถ้าหน้า and / or เป็นกลุ่มคำ หรือคำนาม หรือคำกริยา หรือคำคุณศัพท์ คำที่จะตามมาหลัง and / or ก็ควรจะเป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อความลื่นไหลเวลาอ่าน และเพื่อจะได้อ่านง่ายและไม่ให้งง

24. ความสอดคล้องของลักษณะการเรียบเรียงประโยค การใช้คำ ชนิดของคำ ระดับของคำ ให้มีความสม่ำเสมอและสอดรับกัน ไม่ลักลั่น โดยเฉพาะถ้าเป็นคำหรือประโยคที่อยู่ใกล้กัน ต่อเนื่องกัน เชื่อมโยงความหมายถึงกัน เป็นกลุ่มคำหรือกลุ่มประโยคเดียวกัน หรืออยู่ในประโยคใหญ่/ประโยคหลักเดียวกัน เพื่อให้เกิดความลื่นไหลเวลาอ่าน ไม่ให้งง ลดการสะดุด

25. ความรัดกุมในการใช้ภาษา บางคำดูเผินๆ ว่าความหมายไม่ต่างกัน แต่จริงๆ อาจใช้แทนกันไม่ได้ เพราะมีความหมายคนละอย่าง / หรือบางคำก็จำเป็นต้องตามด้วยคำบุพบท-คำขยายบางคำ ซึ่งบางทีคำหลักต่างกันนิดเดียว แต่ก็จำเป็นต้องปรับคำตามคู่กันไปด้วย หรือในบางจุดถ้าต้องการคงคำหลักหรือคงโครงสร้างประโยคไว้แบบนั้นๆ ก็ต้องไปปรับลักษณะคำบุพบท-คำขยาย-คำตาม หรือโครงสร้างประโยคที่ตามมาให้สอดรับกัน

26. หลายทีเราแปลภาษาไม่ผิด แต่แปลออกมาแล้วอาจงงหรือให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป เพราะไม่ได้ถอดความหมายที่ฝังอยู่ในรูปประโยคภาษาอังกฤษออกมาด้วย แปลแต่คำที่เห็นความหมายโต้งๆ อย่างเดียว หลายทีประโยคภาษาอังกฤษจะแฝงความหมายเอาไว้ใน tense หรือในตัวโครงสร้างประโยคบางแบบ

27. คำศัพท์บางคำทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เป็นทั้งคำนาม กริยา และคุณศัพท์ ได้ในคำเดียว หลายครั้งพอทำหน้าที่หนึ่งมันจะต้องแปลแบบหนึ่ง แต่ถ้าทำหน้าที่อื่น ความหมายก็จะเปลี่ยนเป็นอีกแบบ ต้องดูชนิดของคำให้ดีด้วย

28. ต้องระวังพวก idiom และ phrasal verb / two-or-three word verb เพราะจะเจอบ่อยมากๆ คำกริยาที่มีคำบุพบทต่อท้าย หลายคำจะกลายเป็นคำ phrasal verb / two-or-three word verb ซึ่งถือเป็นคำใหม่และมักให้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม บางครั้งก็อาจเปลี่ยนไปไม่มากนัก แต่บางทีก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแบบไม่เหลือเค้าเดิมเลย ถ้าเราไปแปลที่ตัวคำกริยาคำเดียวโดยไม่สังเกตคำบุพบทที่อยู่ข้างหลัง โดยคิดว่ามันไม่มีความหมายที่สลักสำคัญอะไร หรือไปแปลแบบแยกสองสามคำจากกันแล้วเอาความหมายมารวมกันทีหลัง หลายครั้งจะทำให้เราแปลผิดออกทะเลไปเลย หากไม่แน่ใจเว็บพวกนี้ช่วยได้พอสมควร www.dictionary.com / www.idoms.thefreedictionary.com หรือไม่ก็ลองหาข้อมูลใน google แล้วดูหลายๆ เว็บเทียบกัน เว็บพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยที่เวิร์คกว่าเว็บอื่นๆ คือ www.dict.longdo.com

29. การเรียงประโยค บางทีเราต้องดู ความหมายหลัก/อารมณ์หลัก ของประโยคที่แปลด้วยว่ามันอยู่ตรงไหน อะไรคือใจความหลัก อะไรคือส่วนขยาย (บางประโยคอาจแยกย่อยออกมาได้เป็นสองหรือสามส่วน ซึ่งมีจุดเน้นหรือน้ำหนักไม่เท่ากันในแต่ละส่วน) เพราะมันจะส่งผลต่อการเรียบเรียงประโยคออกมาตอนแปล ว่าจะเอาคำไหน-ส่วนไหนของประโยคไว้ก่อนหรือหลัง เพื่อจะขับเน้นอารมณ์ หรือให้สอดคล้องกับความหมายสำคัญของประโยคจากต้นฉบับ หลายครั้งถ้าเราตีอารมณ์หลักหรือใจความหลักของประโยคต้นฉบับไม่แตก เราอาจเรียบเรียงหรือแปลออกมาโดยไปทำให้ส่วนขยายของประโยคกลายมาเป็นใจความหลัก และเอาส่วนที่เป็นใจความหลัก/อารมณ์หลักไปซุกเป็นส่วนที่ไม่สำคัญ ซึ่งจะทำให้ sense ผิดไปได้ (แม้จะแปล “ไม่ผิด”) หรือไม่ก็ทำลายอรรถรสไปอย่างน่าเสียดาย

30. เช็คการสะกดคำ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp หรือ google เข้าไปดูเทียบหลายๆ เว็บ

31. ในหลายๆ ทาง การแปลหนังสือให้ดีและน่าอ่าน ก็ไม่ต่างจากการเขียนหนังสือให้ดีและน่าอ่าน

32. ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางและข้อสังเกตที่อาจเป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่กฎเหล็กหรือสูตรสำเร็จที่ต้องทำตามเป๊ะๆ – เสมอไป คงต้องใช้วิจารณญาณเป็นกรณีๆ ไป
 

ืganman

  • Newbie
  • *
  • Join Date: Jan 2016
  • Posts: 28
  • Thanked: 4 times
  • Personalized Picture
    • View Profile
น่าจะมีภาพประกอบบอกด้วย จะเข้าใจง่ายกว่า
 

nologo

  • Fansubber
  • DramaJo Senior
  • *****
  • Join Date: Sep 2015
  • Posts: 181
  • Thanked: 1163 times
    • View Profile
น่าจะมีภาพประกอบบอกด้วย จะเข้าใจง่ายกว่า
ที่จริงมีภาพประกอบครับ แต่ว่าเว็บฝากรูปที่เคยใช้มันล่ม ภาพก็เลยหาย

ตามไปดูในกระทู้ที่พันทิปจะยังมีภาพอยู่   http://pantip.com/topic/34246381